
วันอังคารที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553
วันอังคารที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2553
อุปกรณ์ที่ใช้ในการตัดถั่วงอก : 1. มีดด้ามยาว เอาไว้ตัดตัวงอกเมื่ออายุได้ 3 วันแล้ว2. กะละมังใบใหญ่ เอาไว้เวลาตัดถั่วงอกลงล้าง3. ตะแกรงห่างเอาไว้ชอนถั่วงอกใส่ตะกร้า4. ตะกร้า หลังจากที่ทำการตัดรากลงในกะละมังน้ำเพื่อล้าง แล้วชอนถั่วงอกลงตะกร้าเพื่อผึ่งลมให้แห้ง และเข้าสู่ขั้นตอนการบรรจุถุงและการเก็บรักษา5. ขั้นตอนการบรรจุถุงและการเก็บรักษา นับเป็นขั้นตอนที่มีความสำคัญ เมื่อต้นถั่วงอกสะเด็ดน้ำแล้วให้รีบเอาไปบรรจุลงถุงพลาสติกทันที มัดปากถุงให้แน่น เหตุผลที่ต้องรีบบรรจุถั่วงอกลงถุงพลาสติกให้เร็วที่สุดเพราะถ้าปล่อยให้ถั่วงอกสัมผัสอากาศนาน ๆ ต้นถั่วงอกจะเปลี่ยนสีจากสีขาวเป็นสีเหลืองแล้วจะคล้ำดำในที่สุด ตลาดไม่ต้องการหรือนำไปประกอบอาหาร ถั่วงอกแบบอินทรีย์นี้สามารถเก็บได้นานถึง 7- 10 วันโดยไม่เหลือง และยังคงความสด และกรอบเหมือนใหม่ ๆ แต่จะต้องเก็บไว้ในตู้เย็น
มีตัวเลขของการบริโภคถั่วงอกเฉพาะกรุงเทพมหานครเพียงจังหวัดเดียวมีมากถึง 2 แสนกิโลกรัมต่อวัน เมื่อคำนวณทั้งประเทศคนไทยจะบริโภคถั่วงอกไม่น้อยกว่า 1 ล้านกิโลกรัมต่อวัน ดังนั้นอาชีพการเพาะถั่วงอกจึงเป็นอาชีพที่น่าสนใจของเกษตรกรและผู้สนใจทั่วไป แต่รูปแบบการเพาะถั่วงอกตัดรากและผลิตในรูปแบบของเกษตรอินทรีย์จนได้รับใบรับรองผลิตภัณฑ์อินทรีย์มาตรฐานประเทศไทย จากกรมวิชาการเกษตร จะมีอยู่ไม่กี่ราย ที่มีชื่อเสียงระดับประเทศจะเป็นของ คุณนิมิตร์ เทียมมงคล บ้านเลขที่ 98 หมู่ 3 ต.โคกลำพาน อ.เมือง จ.ลพบุรี 15000 ที่เริ่มต้นจากการเพาะถั่วงอกตัดรากไร้สารพิษในตะกร้าพลาสติก ประยุกต์วัสดุเพาะมาเพาะในบ่อซีเมนต์เนื่องจากตลาดต้องการมากขึ้น คุณนิมิตร์บอกว่าใน การเพาะถั่วงอกในวงบ่อซีเมนต์นั้น จะใช้วงบ่อขนาดปากกว้าง 50 เซนติเมตร สูง 50 เซนติเมตร เมื่อคิดเป็นต้นทุนค่าวงบ่อประมาณ 80 บาทต่อวง ซึ่งเป็นค่าลงทุนเพียงครั้งแรกและครั้งเดียว (เพาะถั่วงอกตัดรากแบบอินทรีย์เพียงครั้งเดียวจะได้ค่าวงบ่อคืนแล้ว) การลงทุนในครั้งต่อ ๆ ไปจะเป็นค่าเมล็ดพันธุ์ถั่วเขียว ซึ่งคุณนิมิตร์จะเลือกใช้ถั่วเขียวพันธุ์ “กำแพงแสน 2” เนื่องจากมีข้อดีที่เมล็ดค่อนข้างใหญ่และมีอัตราการงอกสูง สถานที่จะใช้เพาะควรจะมีการยกพื้นให้มีการระบายน้ำดี ข้อสำคัญยิ่งประการหนึ่งในการเพาะถั่งงอกคือน้ำที่ใช้รดได้น้ำสะอาดจะดีมาก จะใช้น้ำบาดาลก็ได้แต่ถ้าเป็นน้ำประปาควรจะมีที่พักน้ำเพื่อให้กลิ่นคลอรีนเหลือน้อยที่สุด ปัจจุบันคุณนิมิตร์จะเพาะถั่วงอกตัดรากแบบอินทรีย์จำนวน 90 วงบ่อ โดยเพาะครั้งละ 16 วงบ่อ (1 วงบ่อสามารถเพาะถั่วงอกได้ 12 กิโลกรัม) โดยจะเพาะอาทิตย์ละ 2 วัน คือให้มีถั่วงอกส่งลูกค้าทุกวันจันทร์และวันพฤหัสบดี ในแต่ละครั้งจะผลิตถั่วงอกได้ประมาณ 200-400 กิโลกรัม มากน้อยแล้วแต่ออร์เดอร์สั่งมา นอกจากนี้ถั่วงอกอินทรีย์ของคุณนิมิตร์จะส่งให้ภาคเอกชนเป็นวัตถุดิบในการผลิตก๋วยเตี๋ยวผัดไทยแบบแช่แข็งส่งไปขายยังสหรัฐอเมริกา คุณนิมิตร์ยังได้บอกว่าเกษตรกรและประชาชนที่สนใจจะเริ่มต้นเพาะถั่วงอกตัดรากแบบอินทรีย์ควรจะเริ่มแบบครัวเรือนทดลองเพาะในตะกร้าพลาสติกให้เกิดความชำนาญเสียก่อน (การเพาะถั่วงอกในวงบ่อจะรักษาความชื้นได้ดีกว่าเพาะในตะกร้าพลาสติก) ในอดีตถั่วงอกตัดรากของคุณนิมิตร์จะมีลักษณะอ้วนสั้น ปัจจุบันจะผลิตเป็นลักษณะผอมแต่ยาวกว่า เนื่องจากพบว่าถั่วงอกที่มีลักษณะอ้วนสั้นมีลักษณะอวบน้ำ อายุการวางจำหน่ายสั้นเน่าเสียได้ง่ายกว่า ถั่วงอกตัดรากแบบอินทรีย์ของคุณนิมิตร์ เทียมมงคล จะมีเอกลักษณ์ที่มีความแตกต่างจากอวบน้ำ อายุการวางจำหน่ายสั้นเน่าเสียได้ง่ายกว่าถั่วงอกที่อื่นตรงที่ เก็บไว้ได้นานวัน เป็นถั่วงอกที่มีความยาวและขาว ที่สำคัญมีรสชาติหวานกรอบ หลายคนที่รับประทานเหมือนมันแกวไม่เหม็นเขียว
วันพฤหัสบดีที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2553
การเพาะถั้วงอกตัดราก
ปัจจุบัน ถั่วงอกเป็นผักเศรษฐกิจที่น่าสนใจ เฉพาะในกรุงเทพฯ มีการบริโภควันละ 200,000 กิโลกรัม นอกจากนี้เป็นผักที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง โดยเฉพาะมีโปรตีน วิตามินและเกลือแร่เป็นผักชนิดเดียวที่ใช้เวลาเพาะเพียง 3-4 วัน จึงสามารถทำรายได้ดีกับผู้เพาะ แต่พบว่าถั่วงอกส่วนใหญ่ที่จำหน่ายนั้นมีสารเคมีปนเปื้อน เพราะผู้ขายต้องการสนองตลาดผู้บริโภคที่ชอบถั่วงอกที่มีความกรอบขาว และอวบอ้วน นอกจากนี้ผู้ขายยังต้องการเร่งการงอกของถั่ว การรักษาถั่วงอกให้คงความสดอยู่นานระหว่างการขนส่งสู่ตลาด และการรอจำหน่ายสู่ลูกค้า ดังนั้นผู้ผลิตจึงใช้สารเคมีจำพวกสารเร่ง สารอ้วน สารฟอกขาว (โซเดียมไฮโดรซัลไฟต์) สารคงความสด (ฟอร์มาลิน) ซึ่งสารเคมีเหล่านี้กระทรวงสาธารณสุขไม่อนุญาตให้ใช้ผสมในอาหาร เพราะล้วนเป็นสารที่มีพิษต่อร่างกายสูง หากรับประทานเข้าไปอาจจะมีผลต่อระบบทางเดินอาหาร ระบบหายใจ ระบบประสาทและอาจจะทำให้เสียชีวิตได้ ลองมาเพาะถั่วงอกกินเองกันเถอะครับ ผมลองทำดูแล้วได้ผลครับ อร่อย ปลอดภัย และได้คุณค่าทางโภชนาการสูงอีกด้วย เชิญดูวิธีและขั้นตอนการเพาะถั่วงอกตามผมกันเลยครับ
* หากต้องการดูภาพใหญ่ๆ ชัดๆ ให้คลิกที่รูปภาพนั้นๆ
กลับไปหน้าหลักเพื่อดูกิจกรรมอื่นๆ
คลิกที่นี่เพื่อดูประมวลภาพ (ภาพทั้งหมด) ของกิจกรรมนี้
1. ต้มน้ำให้เดือดครับ ตามรูปผมตักน้ำใส่ภาชนะแล้วต้มให้เดือด
2. เทน้ำที่เดือดได้ที่แ้ล้วใส่ภาชนะที่เตรียมไว้น้ำที่ต้มนั้นอาจเป็นน้ำจากแหล่งธรรมชาติ น้ำบาดาล หรือน้ำประปาที่สะอาดก็ได้ครับ
3. เทน้ำอุณหภูมิปกติในลงไป (น้ำเดือด 1 ส่วน ผสมกับน้ำอุณหภูมิปกติ 1 ส่วน) เพื่อให้ได้น้ำอุ่นประมาณ 50-60 องศาเซลเซียส เพื่อเตรียมแช่เมล็ดถั่ว ในรูปผมกำลังเอาปรอทวัดอุณหภูมิว่าได้ตรงตามที่ต้องการหรือเปล่า ภาชนะนั้นอาจใช้ภาชนะดินเผาหรือภาชนะพลาสติกก็ได้นะครับ ผมใช้ภาชนะดินเผา ที่ซื้อมาราคา 130 บาท
4. นำเมล็ดมาทำความสะอาดอย่างดีก่อนเพาะ โดยการแช่เมล็ดถั่วในน้ำอุ่น 50-60 องศาเซลเซียส หรือผสมน้ำเดือดจัด 1 ส่วน กับน้ำเย็น 1 ส่วน แช่ทิ้งไว้จนน้ำเย็น แล้วแช่ต่อไปนาน 6-8 ชั่วโมง เมล็ดถั่วที่นำมาเพาะควรเป็นถั่วงอกที่นิยมบริโภคที่สุดคือ เมล็ดถั่วเขียว เมล็ดถั่วเขียวที่สามารถนำมาเพาะเป็นถั่วงอกนั้นมี 2 พันธุ์ คือ ถั่วเขียวผิวมัน (เปลือกเมล็ดสีเขียว) และเมล็ดถั่วเขียวผิวดำ เมล็ดจะต้องใหม่ไม่เก่าเก็บ เพราะอัตราการงอกจะลดลงเรื่อยๆ ตามระยะเวลาที่เก็บไว้ เมล็ดต้องสะอาด ไม่มีเชื้อจุลินทรีย์
5. เจาะรูด้านล่าง (ก้น) ภาชนะอีกใบ เพื่อเตรียมเอาถั่วมาเพาะ ที่ต้องเจาะรูก็เพื่อไม่ให้น้ำขังเวลาเรารดถั่ว ถ้าไม่มีการระบายน้ำออกถั่วก็จะเน่าได้ครับ ขนาดของรูให้เล็กกว่าเมล็ดถั่วนะครับ ผมเจาะประมาณ 7 รูครับ
6. เมื่อแช่ถั่วในน้ำอุ่น (ตามข้อ 4) ครบ 6-8 ชั่วโมงแล้ว (ผมแช่ไว้ตอนบ่าย 4 โมงเย็น ตอนนี้ 6 ทุ่มแล้ว) ให้นำถั่วไปใส่ภาชนะที่จะเพาะ (เมล็ดถั่วที่แช่ด้วยน้ำอุ่นแล้วจะพองขึ้น ให้เก็บเมล็ดที่ลอยน้ำทิ้งไปด้วยนะครับ)
7. โดยปกติเมล็ดถั่ว 1 ส่วน จะโตเป็นถั่วงอกประมาณ 5-6 เท่า โดยน้ำหนัก ดังนั้นขนาดของภาชนะควรจะพอเหมาะกับปริมาณของเมล็ดถั่วที่เพาะด้วย ภาชนะเพาะควรมีสีทึบเพื่อป้องกันแสงสว่าง หรือเป็นภาชนะที่มีฝาปิด ภาชนะเพาะจะต้องมีรูระบายน้ำทั้งด้านล่างและด้านข้าง ขนาดของรูระบายจะต้องเล็กกว่าเมล็ดถั่ว ภาชนะเพาะจะต้องสะอาดเสมอ ควรล้างทำความสะอาด คว่ำตากแดดให้แห้งหรือลวกน้ำร้อนฆ่าเชื้อโรค แล้วผึ่งแห้ง หลังจากใช้งานแล้วทุกครั้ง
8. เมื่อนำเมล็ดถั่วใส่ในถังเพาะเกลี่ยให้เสมอกันแล้ว ให้ปิดด้วยฟองน้ำหรือฝาขาวที่สะอาดก็ได้ จากนั้นให้รดน้ำด้านบนให้ทั่ว อาจจะใช้ฝักบัวรดน้ำ หรือสายยางก็ได้ การรดน้ำนั้นให้รดน้ำทุก ๆ 3-4 ชั่วโมง โดยรดน้ำให้ทั่ว ให้น้ำไหลผ่านออกทางรูด้านล่าง ควรรด 2 ครั้ง ครั้งแรกเพื่อระบายความร้อน ครั้งที่ 2 เพื่อให้ถั่วชุ่มน้ำ หากเวลากลางวันที่ไปทำงานหรือกลางคืน อาจจะวางถังเพาะ เปิดฝาไว้ในอ่างล้างแล้วปล่อย ให้น้ำค่อย ๆ หยดตลอดเวลา
9. การรดน้ำนั้นให้รดน้ำทุก ๆ 3-4 ชั่วโมง โดยรดน้ำให้ทั่ว ให้น้ำไหลผ่านออกทางรูด้านล่าง ควรรด 2 ครั้ง ครั้งแรกเพื่อระบายความร้อน ครั้งที่ 2 เพื่อให้ถั่วชุ่มน้ำ
10. ภาชนะควรวางไว้ในที่ร่ม ไม่ร้อน และพื้นแห้งนะครับ ผมเก็บไว้ในโรงครัวครับ
11. ในวันที่ 2 ของการเพาะ ถั่วเริ่มงอกออกมาแล้วครับ
12. ในวันที่ 2 ของการเพาะ ถั่วงอกและเริ่มถอดเปลือกออกมาและเห็นรากสีขาวแล้วครับ
13. ในวันที่ 3 ของการเพาะถั่วงอกครับ ถั่วงอกถอดเปลือกและมีสีขาวและอวบขึ้นครับแต่ยังไม่เต็มที่ครับ คงเป็นพรุ่งนี้จึงจะเก็บผลผลิตได้
14. ในวันที่ 4 ของการเพาะ เป็นถั่วงอกโดยสมบูรณ์แล้วครับ ผลผลิตถั่วงอกจากไร่มหาแซม (เพาะเป็นครั้งแรกในชีวิต)
15. เชิญมาทานผัดถั่วงอกด้วยกันครับ อร่อย ปลอดภัย และได้คุณค่าทางโภชนาการสูงด้วยครับ หากทำเยอะๆ ก็สามารถนำไปขายเพิ่มรายได้อีกทางครับ
16. ถั่วงอกเพาะกินเองได้ในบ้านด้วยวิธีง่ายๆ ลองเพาะดูนะครับ หากทำได้ดีแล้วจะเพาะขายก็เพิ่มรายได้อีกด้วยครับ โอกาสหน้าผมจะลงวิธีการเพาะเห็ดนางฟ้ามาให้ดูกันนะครับ..... จาก มหาแซม
วันพฤหัสบดีที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552
วันศุกร์ที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2552

การเลี้ยงไม้จากตอมีขั้นตอนดังนี้
1. เมื่อได้ตอไม้มาให้นำมาเลี้ยงในกระถางใบใหญ่ ๆ ก่อนเพื่อจะได้ดินมาก ๆ ไม้จะได้โตเร็วขึ้น โดยตัดให้เตี้ยหรือสูงก็ได้ขึ้นอยู่กับต้นไม้นั้น บางครั้งต้นที่ได้มาอาจตัดให้ยอดค่อย ๆ เล็กลงได้โดยไม่ต้องตัดทิ้งทั้งหมดช่วยลดเวลาการเลี้2.เมื่อไม้เริ่มแตกมาสักระยะหนึ่งกิ่งแข็งแรงพอก็เริ่มคัดเลือกกิ่งที่จะไว้ทำเป็นยอดไม้ไว้รวมทั้งเลือกกิ่งที่จะทำเป็นกิ่งหลักไว้ด้วยโดยเลี้ยงไปพร้อม ๆ กับการเลี้ยงยอดไม้หากไม่เลี้ยงไปพร้อมกับมาเลี้ยงที่หลังจะใช้เวลานาน ใช้ลวดดัดให้กิ่งที่จะทำเป็นยอดไม้ชี้ขึ้น ดังรูป ยงได้หลายปี หากตอใหญ่มากอาจจะปลูกลงดินก็ได้ ดังรูป
4.เมื่อยอดไม้โตพอสมควรก็ให้ตัดไม้ทิ้งเหลือไว้ประมาณ 1ใน 3 หรือ 1 ใน 4 ของลำต้นเหลือไว้พอเหมาะสมกับลำต้น ดังรูป 5.ทำตามข้อ 2 ถึง ข้อ 4 ไปเรื้อย ๆ โดยกิ่งที่เลือกทำเป็นยอดจะอยู่ในตำแหน่งตรงข้ามกันกับยอดที่เลี้ยงไว้เดิมจะทำให้ต้นไม้มีลักษณะคดงอแบบตัว S ซึ่งขนาดของลำต้นค่อย ๆ ลดขนาดลงจากฐานใหญ่ไปถึงยอดเรียวเล็กลง ดังรูป 6.เมื่อยอดเล็กก็สามารถนำไปเลี้ยงรายละเอียดต่อได้ ดังรูป
วันอังคารที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2552
การเลือกพันุธุ์ไม้ดัด
การคัดเลือกและเตรียมพันธุ์ไม้ดัด
| ||||
